เมืองพระวิหาร… มรดกโลกไทย

สิงหาคม 6, 2008 ที่ 4:58 pm | เขียนใน ยอดฮิตสุดสัปดาห์ | ใส่ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , ,

ท่ามกลางการตรึงกำลังของกองกำลังสุร นารี บนเขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา  ณ วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ หรือวัดคีรีสุขสวายเรี๊ยะ บริเวณ    โคปุระชั้นที่ 1 ด้านทิศตะวันตกปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนติดกับอุทยานแห่งชาติเขาพระ    วิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทร             ลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

 
แม้จะอยู่ในสถานการณ์เผชิญกันมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. เป็นต้นมา แต่โดยท่าทีไม่มีการตอบโต้กันรุนแรง แม่ทัพนายกองของสองประเทศยังพูดจา ปราศรัยด้วยกันดี ดังภาพข่าวที่ออกมาเป็นระยะ แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้เสียทีเดียว หวั่น ๆ จะเกิดสงครามขึ้นตรงชายแดน
 
เขาพระวิหารฝั่งกัมพูชาได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกแล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องพื้นที่  ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา ขณะนี้กำลังหาทางเจรจา โอกาส  นี้ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดเสวนาให้ภาพสะท้อนของเขาพระวิหาร ในประเด็น “เมืองพระวิหาร… มรดกโลกไทย” โดยมีผู้รู้ด้านประวัติศาสตร์อย่าง ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิฯ และ ดร.ดวงใจ หล่อธนวณิชย์ ผู้ศึกษาเรื่องการจัด  การมรดกโลก ในเกาะโอกินาวาอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ประเทศญี่ปุ่น โดยชาวบ้านมีการจัดการท้องถิ่นเข้าสู่มรดกโลก และดูแลพื้นที่มรดกโลกด้วยตัวเองอย่างเข้มแข็ง จนเป็นสถานศึกษาของนักวิชาการจากทั่วโลก


 
ในเวทีเสวนา อาจารย์ศรีศักร เกริ่นก่อนว่า เกรงว่า เราจะสูญเสียพื้นที่ทับซ้อน   4.6 ตารางกิโลเมตร เวลานี้เขมรไม่ยอมถอนทหาร กลับขึ้นไปทำบุญ คนไทยจะตามไม่ทันถ้าเราเสียพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เราจะเสีย สระตราว (แหล่งน้ำโบราณอยู่ทางทิศเหนือของปราสาท) หรือบารายแหล่งเก็บน้ำตามแบบเขมรไปด้วย ประเด็นหนึ่งที่มองหากไทยร่วมมรดกโลกเราอาจเสียสระตราว และเสียผู้คนไปด้วย
 
“ไม่อยากให้มองเขาพระวิหารเป็นเรื่องของตัวปราสาทแต่ให้มองว่าปราสาทพระวิหารเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเมือง ทั้งนี้เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยรวมทั้งพื้นที่ต่ำที่อยู่ในเขมร เป็นพื้นที่ลักษณะพิเศษ คือถึงฤดูแล้ง จะแล้งมาก หน้าฝนฝนจะตกมาก จึงเกิดการปรับตัวของมนุษย์ในลักษณะการสร้างบ้านแปงเมือง”
 
การจัดสร้างบ้านแปง เมืองที่สำคัญในสมัยนั้นคือการจัดการแหล่งน้ำ ซึ่งแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จะอยู่บนภูเขา จัด สร้างเป็น “บาราย” ขึ้นมา น้ำจะลงจากภูเขาหล่อเลี้ยงความเป็นบ้านเป็นเมือง เป็นน้ำกินน้ำใช้มิใช่น้ำเพื่อการเกษตร บนปราสาทพระวิหารนั้น น้ำที่ผ่านปราสาทจะไหลลงสระตราว ดังนั้นรอบ ๆ สระตราวจึงเป็นที่อยู่อาศัย ชุมชนที่เห็นชัด คือ ตรงผามออีแดง
 
“การสร้างบารายทุกแห่งแยกจากกันไม่ได้จากชุมชน แยกออกมาหมดความหมายทันที ยูเนสโกให้มรดกโลกได้อย่างไร มีการใช้เล่ห์ กระเท่ห์ทุกอย่างจัดการ”  
 
นอกจากนี้รอบ ๆ สระตราวเป็นแหล่งตัดหิน ซึ่งการสร้างปราสาทต้องตัดหินในแหล่งชุ่มน้ำเพราะตัดง่าย แม้การสร้างปราสาทพระวิหารจะใช้หินมาจากหลายที่ แต่ที่สระตราวเป็นแหล่งใหญ่สุด ขณะเดียวกัน  รอบ ๆ บารายเป็นที่ชุมนุมทางการค้า
 
ทั้งนี้ปราสาทพระวิหารสัมพันธ์กับคนที่อยู่โดยรอบ เพราะมีบาราย มีชุมชน ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสน สถานสำคัญของบ้านเมืองในภูมิ ภาคนี้ ไม่ใช่เพื่อกัมพูชาอย่างเดียว
 
ในบรรดาศาสนสถานขนาดใหญ่บนยอดเขาพระวิหาร ปราสาทพระวิหารมีความโดดเด่นสุด ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงเร็กกั้นระหว่างเขตเขมรต่ำกลุ่มเมืองพระนคร และเขมรสูงในภาคอีสานของไทย บริเวณกลุ่มปราสาทหันหน้าเข้าสู่เขมรสูงลาดต่ำจากเหนือไปใต้ ความสูงต่างกันราว 120 เมตร ลักษณะเป็นที่ราบหน้ากระดาน บนยอดเขาบริเวณหน้าผาชันเรียกว่า   “เป้ยตาดี”
 
หากชาวขอมโบราณจากเมืองพระนคร ต้องการมาแสวงบุญที่ปราสาทพระวิหาร จะต้องเข้ามาทางช่องเขาบริเวณใกล้เคียงหรือปีนหน้าผาสูงชันที่ช่องบันไดเขาหัก
 
แต่การทำแผนที่ของฝรั่งเศสเองที่ทำให้เขาพระวิหาร กลายเป็นเขตเขมร โดยฝ่ายไทยไม่โต้แย้ง ทั้งที่ไม่ถูกต้องหากใช้สันปันน้ำ แต่ฝ่ายไทยกลับไปเซ็นรับรอง
 
นักวิชาการทางประวัติศาสตร์คนเดิม บอกว่าถ้าเราจัดการมรดกโลกเอง มองภาพอารยธรรมของอีสานเป็นแหล่งอุตสาหกรรมเก่าที่สุดเป็นแหล่งแร่เหล็ก และแหล่งเกลือที่สำคัญ และมีประชากรมากสุด เกิดก่อนเขมรต่ำ (ฝั่งกัมพูชาเขมรสูงฝั่งไทย) และอยุธยา ประวัติศาสตร์ในพิมายมีคนนับถือศาสนามหายาน ปราสาทหินพิมายเก่าแก่กว่านครวัด
 
อีกทั้งพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (ผู้สร้างนครวัด) และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (กษัตริย์ผู้นับถือศาสนาพุทธมหายาน ก่อสร้างพระพุทธรูปและสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนามากมายในนครวัดนครธม) ไปจากดินแดนของเมืองพิมาย หากจะจัดการมรดกโลก หลากพื้นที่ในอีสานเชื่อมโยงกันคือ พิมาย พนมรุ้ง   และสกลนคร มีแหล่งน้ำสำคัญ    คือ หนองหาร อันเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์
 
ทั้งนี้ การสร้างมรดกโลกด้วยคนท้องถิ่นจากข้อมูลของเราเอง มีตัวอย่างให้เห็น และประสบความสำเร็จในเมืองโอกินาวาของญี่ปุ่น
 
ดวงใจ หล่อธนวณิชย์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เข้าไป ทำวิทยานิพนธ์โอกินาวาที่ญี่ปุ่นเป็นมรดกโลก มีประสบการณ์ที่น่าสนใจของการผลักดันให้ท้องถิ่นเป็นมรดกมาถ่ายทอดให้ฟัง อาจารย์ดวงใจ บอกว่าการจัดการมรดกท้องถิ่นเริ่มมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ.1960 มีการใช้กฎหมายหลายฉบับ ชาวบ้านใช้กฎหมายในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องการจัดการมรดกท้องถิ่นด้วยตัวเอง
 
มรดกโลกในญี่ปุ่นหลายแห่งเริ่มต้นพร้อมกับอยุธยา ประมาณ ปี พ.ศ. 2534-2535 ปัจจุบันมีด้วยกัน 14 แห่ง
 
เดิมทีโอกินาวาไม่ใช่ของญี่ปุ่น เมื่ออดีตเป็นแคว้นหนึ่งขึ้นอยู่กับจีน มีชื่อเดิมว่าอาณาจักรริวกิว สมัยญี่ปุ่นเรือง อำนาจ ก็ไปตีมาเป็นอาณาจักรของตัวเอง ต่อมาญี่ปุ่นรวมประเทศสมัยเมจิจึงเปลี่ยน  เป็นชื่อ “โอกินาวา” แต่ผู้คนบนโอกินาวายังไม่คิดว่าเขาเป็นญี่ปุ่น ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็มองว่าคนโอกินาวาเป็นพลเมือง   ชั้นสอง โอกินาวา มีวัฒนธรรมอาหารการกินแบบจีน เช่น กินขาหมู เต้าหู้ กินพริก ปลูกมะละกอ มีต้นโพธิ์ มีสภาพ อากาศคล้ายกับเมืองไทย และเชื่อมโยงกับไทยสมัยอยุธยา   มีเหล้าขาวอะมาโมริ ปัจจุบันเป็นสินค้ามีชื่อ ได้รับอิทธิพล  ไปสมัยอยุธยา และปัจจุบันยัง  ใช้ข้าวไทยเป็นวัตถุดิบ
 
สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลญี่ปุ่นให้ทหารอเมริกันยกพลขึ้นบกบนเกาะแห่งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นส่งคนไปช่วยน้อยมาก   แต่ยังไม่ประกาศแพ้สงครามจนกระทั่งสหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณู มีคนตายนับแสน คนพื้นที่จดจำว่าญี่ปุ่นโหดร้ายกับเขามาก ยอมให้ทหารอเมริกันมาตั้งฐานทัพกินพื้นที่ 12 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม
 
บนเกาะโอกินาวา         ประกอบด้วยเกาะ 3 เกาะ เกาะกลางมีพระราชวังสำคัญ คือพระราชวัง “ชูริ” เป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองเมื่ออดีต และ มีการเรียงหินก่อสร้างกำแพงที่ประณีตมากที่สุดในโลก จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
 
แต่ก่อนที่จะได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พื้นที่ ของพระราชวังเสียหายจากการทำลายของกองทัพสหรัฐ อีก    ทั้งขาดการเหลียวแลจากรัฐบาลญี่ปุ่น กำแพงหินอันประณีตโผล่พ้นขึ้นมาเพียง 40 เซนติเมตร พระราชวังถูกทิ้งร้าง รอบพระราช วังมีสุสานของกษัตริย์โบราณ
 
ในปี ค.ศ.1989-1992 พระราชวังได้รับการอนุรักษ์ โดยมีการลงทุนมหาศาลร่วมมือกันทั้งท้องถิ่น ภาครัฐ สื่อและกลุ่มทุน โดยจัดหากลุ่มนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ช่วยกันหา หลักฐานอ้างอิง ซึ่งหาไม่ยากข้อมูลทางประวัติศาสตร์เก็บ   ไว้ที่ผู้ใหญ่บ้านแต่ละยุค แต่   ละสมัย มีการก่อสร้างบูรณะลักษณะสร้างบ้านแปงเมือง ทำให้ปราสาทโดยรอบที่อยู่กับอีก   2 เกาะได้รับการบูรณะไปด้วย   ก่อให้เกิดการสร้างงานในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน สำนักข่าวเอ็น   เอชเคได้จัดทำละครประวัติศาสตร์บอกเล่าความเป็นมาของโอกินาวา ให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้  รับรู้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถูกมองเป็นพลเมืองชั้น 2 ขณะเดียวกัน  การท่องเที่ยวญี่ปุ่น ได้เชิญชวนให้คนมาเที่ยวโอกินาวา จนในปี ค.ศ. 1993 “ชูริ” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
 
ปัจจุบันคนที่นี่เลี้ยงชีพด้วยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลักสอดคล้องกับพระวิหาร  ที่ศึกษาจากประวัติศาสตร์ว่า เขาพระวิหารไม่ใช่แค่ลำพังตัวปราสาท แต่คือเมืองที่มีชีวิตมี  ผู้คนอยู่จริงบนแผ่นดินไทย.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=172648&NewsType=1&Template=1

ให้ความเห็น »

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.
Entries และ ข้อคิดเห็น feeds.

%d bloggers like this: